บทความ » Luca แด่มิตรภาพและความทรงจำผ่านเด็กที่ผ่านพ้นไป

Luca แด่มิตรภาพและความทรงจำผ่านเด็กที่ผ่านพ้นไป

1 กรกฎาคม 2021
530   0

Luca แด่มิตรภาพและความทรงจำผ่านเด็กที่ผ่านพ้นไป

Luca แด่มิตรภาพและความทรงจำผ่านเด็กที่ผ่านพ้นไป ในยุคที่ไม่ต้องเรียนออนไลน์หรือติดแหง็กอยู่กับบ้านตลอด 24 ชั่วโมง เชื่อเลยว่า ปิดเทอมฤดูร้อนคือช่วงโปรดของใครหลายคน เกือบ 2 เดือนที่เราได้เที่ยวเตร็ดเตร่ พบเพื่อนใหม่ มีความรัก ไปจนถึงการทำกิจกรรมน่าสนใจที่พาเราสำรวจตัวเองจนทำให้รู้ว่าความฝันของเราคืออะไร 

กับคนที่หลงลืม ช่วงเวลานั้นไป เพราะผ่านวัยเด็กมานานโข การดู Luca ได้พาความทรงจำในตอนนั้นกลับมา แม้แอนิเมชั่น เรื่องล่าสุด ของ Pixar เรื่องนี้จะมีฉากหลังเป็นเมืองเล็กๆ ติดชายทะเล ในอิตาลีซึ่งแตกต่าง จากบ้านเราสุดๆ และ ตัวละคร Luca จะเป็นปีศาจทะเลที่แปลงกายเป็นมนุษย์ขึ้นมา ใช้ชีวิตบนบก แต่หัวใจสำคัญ คือเรื่องของมิตรภาพ ความฝัน และการเติบโตของเด็กๆ ผู้รู้สึกแปลกแยกและแตกต่าง 

ฝันที่ลูก้าเคยฝัน

เรื่องเล่าถึงชีวิตของลูก้า ปีศาจทะเลตัวน้อยที่วันๆ ใช้ชีวิตอยู่กับการเป็นเด็กคุมฝูงปลา (อารมณ์เด็กเลี้ยงแกะ) เขาอาศัยอยู่ในครอบครัวที่ เคร่งครัด และ กำชับเขาอยู่เสมอว่า “อย่าไปยุ่งกับพวกปีศาจบก!” แต่ลึกๆ ในใจของ ลูก้าเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น และใฝ่ฝันว่า สักวันจะโผล่ขึ้น ไปเหนือผิวน้ำ เพื่อดูว่ามนุษย์ใช้ชีวิตกันยังไง

กระทั่งวันหนึ่ง ลูก้าเจอ Alberto ปีศาจทะเลอีกตัวที่อยู่ในวัยไล่เลี่ยกัน ผู้ดึงลูก้าขึ้นจากน้ำและ พาเที่ยวบนเกาะของเขา ปีศาจน้อยพบ ความจริงที่น่าตกใจว่า เมื่อขึ้นมาอยู่บนบก เขาจะกลายร่างเป็นมนุษย์ที่ ดูจากภายนอกก็ เหมือนคนทั่วไป ลูก้ารู้สึกเป็นอิสระแบบไม่เคยเป็นมาก่อน 

ฤดูร้อนนั้นพวกเขาสองคน ใช้เวลาร่วมกัน จากการเที่ยวเล่นในเกาะเล็กๆ ก็มีเหตุให้ต้องไปผจญภัย นเมืองที่ชาวบ้านเกลียด กลัวปีศาจทะเลเข้าไส้ (ถึงขนาดออกประกาศว่าใครจับได้จะมีรางวัลให้) ที่นั่นพวกเขา ได้พบกับ Giulia เด็กหญิงผู้มีสถานะทางสังคมเป็น ‘ไก่รองบ่อน’ ไม่ต่างจากสองหนุ่ม ทั้งสามรวมกลุ่ม กันพาตัวเอง เข้าไปเกี่ยวพันกับเรื่องอีรุงตุงนังที่ทำให้ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล

Luca
Luca

เพื่อนคนสำคัญ

ถ้าดูจากพล็อต ลูก้าก็แทบไม่ต่างอะไร จากเงือกน้อย Ariel ใน The Little Mermaid ผู้อาศัยอยู่ใต้ทะเล และ อยากเข้ามาเป็น ส่วนหนึ่งของโลกมนุษย์ (พวกเขามีครอบครัวที่เกลียดกลัวมนุษย์เหมือนกัน ชอบสะสม ของมนุษย์เหมือนกัน นี่ถ้าลูก้าร้องเพลงที่เพ้อหาชีวิตบนดินอีกนิดก็ใช่เลย) แม้จะมี กลิ่น ความเควียร์แบบ Call Me By Your Name โชยมาแต่ไกล และบริบทหลายอย่าง ก็สื่อให้คิดทางนั้นได้

แถมยังฉาย ในช่วง pride month แต่ Enrico Casarosa ผู้กำกับก็ยืนยันหนักแน่นว่ามันไม่ใช่หนังรัก (กับหลายสื่อมากๆ จนเรา แอบคิดไม่ได้ว่า หื้ม หล่อนมีพิรุธอีกแล้วนะ) สิ่งที่ทำให้แอนิเมชั่นเรื่องนี้ต่างจาก The Little Mermaid คือมันพูดเรื่องมิตรภาพของเด็กวัยก่อนแตกเนื้อหนุ่ม ซึ่งเอนริโก้ได้แรงบันดาลใจ มาจากวัยเด็กของเขาเอง

“ผมเกิดในเมือง Genoa ช่วงฤดูร้อนของ ผมจึงใช้ เวลาส่วนใหญ่อยู่กับชายหาด” ผู้กำกับหนุ่มผู้เคยมี ผลงานแอนิเมชั่นขนาดสั้น กับ Pixar เรื่อง La Luna บอกกับสื่อ Empire “ผมเจอเพื่อนสนิทของ ผมตอนอายุ 11 ตอนนั้นผม เป็นคนขี้อายมาก และผมก็ได้สนิทกับเด็กเกเรคนหนึ่งที่มี ชีวิตแตกต่างกัน โดยสิ้นเชิง เพราะงั้นผมจึง อยากทำหนังเกี่ยวกับ มิตรภาพเหล่านี้ที่ช่วยให้ คุณเติบโตขึ้น”

เช่นเดียว กับ Coco ที่พาเราไปเห็น บ้านเมือง ของคนเม็กซิกัน หรือ Soul ที่สำรวจชีวิตนักดนตรีแจ๊สผิวดำ ในนิวยอร์ก Luca ก็เต็มไป ด้วยฉากหลังแบบอิตาลี้ อิตาลี ที่เอนริโก้คัดสรรมาไว้ ในเรื่อง อาทิเมือง Portorosso ในเรื่องก็ดูคล้าย Italian Riviera เมืองติดทะเลอันโด่งดัง นอกจากนี้ ผู้กำกับหนุ่มยังได้แรงบันดาลใจจาก Stand by Me หนังว่าด้วยการเติบโตของเด็กๆ ในใจใครหลายคน

รวมทั้งผลงานของผู้กำกับแอนิเมชั่นชื่อดังจากฝั่งเอเชียอย่าง Hayao Miyazaki (ผู้กำกับเรื่อง Spirited Away และ My Neighbor Totoro) ที่อาจเป็นแรงบันดาลใจของลายเส้น และ สีสันแสนสดใส ซึ่งดูๆ ไปก็คล้ายการ์ตูนค่าย Ghibli อยู่ไม่น้อย

Luca

Call me by my name

ยังไงก็ตาม สิ่งที่กระทบใจเรามากที่สุดคือแอนิเมชั่นเรื่องนี้เล่าเรื่องของ outsider หรือเด็กนอกสายตาผู้เคยทนกับกฎเกณฑ์ ค่านิยม และสายตาของคนอื่นที่เกลียดกลัวพวกเขาเพียงเพราะพวกเขาแตกต่าง ‘ปีศาจทะเลไม่ควรขึ้นไปเหนือผิวน้ำ’, ‘ปีศาจทะเลไปโรงเรียนไม่ได้’, ‘โลกเป็นสถานที่ที่อันตรายมาก ถ้าแม่ต้องส่งลูกไปก้นทะเลเพื่อให้ปลอดภัย แม่ก็จะทำ’

ซีนที่เห็นได้ชัดที่สุดคือซีนสำคัญของเรื่องที่ลูก้ากับอัลแบร์โต้ชนะการแข่งขัน Portorosso Cup ซึ่งระหว่างนั้นฝนตกทำให้ทั้งคู่ต้องเปิดเผยตัวตนกับทุกคนในเมือง แทนที่คนจะดีใจด้วย พวกเขากลับตัดสินว่าทั้งคู่ควรถูกกำจัดเพราะเป็นปีศาจทะเล

“พวกเรากลัวแก ทุกคนทั้งกลัวและขยะแขยงพวกแก เพราะแกมันเป็นปีศาจ” Ercole ตัวร้ายของเรื่องประกาศกร้าว “พวกมันเป็นผู้ชนะไม่ได้ พวกมันไม่ใช่มนุษย์”

Luca

คิดเล่นๆ ให้เอาคำว่า ‘LGBTQ+’, ‘ผู้อพยพ’ หรือ ‘คนดำ’ ไปแทนคำว่าปีศาจ แล้วเอาคำว่า ‘ชายหญิงที่เพศสภาพ ตรงกับเพศกำเนิด’ หรือ ‘คนผิวขาว’ ไปแทนคำว่ามนุษย์ สถานการณ์ของลูก้ากับอัลแบร์โต้ ก็ดูไม่แตกต่างจากสถานการณ์ในอดีต (หรือปัจจุบัน) ที่กลุ่มคนชายขอบหลายคนต้องเจอ 

ทุกวันนี้คนดำยังคง โดนเหยียดเพียงเพราะพวกเขาผิวดำ การเป็น LGBTQ+ ยังผิดกฎหมายและโดนจับฆ่าได้ อย่างง่ายดายในหลายประเทศ หรือไม่ต้อง เป็นคนชายขอบก็ได้ แต่ถ้าคุณมีบางอย่างผิดแผกไปจากค่านิยมของคนในสังคม หรือ อยู่ตรงข้ามกับขั้วอำนาจที่ฝังรากลึกมานาน ถ้าไม่ได้เป็นผู้ชาย ไม่ได้ เป็นคนขาว ไม่ได้สวย หรือหล่อตามบิวตี้สแตนดาร์ด จะเกมไหนๆ คุณก็เป็น ผู้ชนะไม่ได้หรอก

แต่ลูก้าส่ายหัวบอกเราว่า โนจ้ะ ที่รัก เรื่องแบบนี้ควรจะหมดไปได้แล้ว ตัวละครพ่อของจูเลียผู้เคยเป็นโต้โผใน การล่าปีศาจทะเลจึงก้าวออกมาปกป้องสิ่งที่ตัวเองเคยล่า เพราะจากการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันร ะยะหนึ่ง เขามองเห็นว่าภายใต้ผิวหนังน่าเกลียดน่ากลัวของปีศาจทะเลทั้งสองตัวมีหัวใจ ที่รักเพื่อน ซื่อสัตย์ และเป็นหัวใจที่เต้นในจังหวะเดียวกันกับมนุษย์ทุกคน

“ฉันรู้ว่าพวกเขาคือใคร” พ่อจูเลียบอก “พวกเขาคือลูก้ากับอัลแบร์โต้ และพวกเขาคือผู้ชนะ”

ฟังเผินๆ เหมือนจะเป็น ประโยคเรียกชื่อธรรมดา แต่มองลึกลงไป มันคือการให้ความสำคัญกับตัวตนจริงๆ ของ คนคนนั้นโดยไม่สนว่า เขาจะมาจากไหนหรือผิวสีอะไร

คุณเป็นปีศาจทะเลและคุณสามารถใช้ชีวิตร่วมกับมนุษย์ได้ ไม่ว่าจะมีคนเข้าใจหรือไม่เข้าใจสิ่งที่คุณเป็นก็ตาม

บทความอื่นๆ กลยุทธ์หุ้นไทยไตรมาส 3 เน้นพื้นฐานเด่น