บทความ » skin hunger คืออะไร มาทำความรู้จักกัน

skin hunger คืออะไร มาทำความรู้จักกัน

6 พฤษภาคม 2021
618   0

skin hunger คืออะไร มาทำความรู้จักกัน

skin hunger คืออะไร มาทำความรู้จักกัน จะบอกว่า ‘skin hunger’ หรือ ‘touch hunger’ คือคำศัพท์แห่งยุคโควิด-19 ก็ได้ เพราะมันหมายถึงอาการโหยหาการสัมผัสมนุษย์คนอื่นที่ทวีความรุนแรงขึ้น ในช่วงล็อกดาวน์ที่มนุษย์ต้องห่างไกลกัน

สัมผัสทางกายสำคัญ กับ มนุษย์ ในหลากหลายมิติ ตอนเป็นทารกมนุษย์เรียนรู้ที่จะสานสัมพันธ์ และรู้สึกปลอดภัย เมื่อได้สัมผัสแม่ เมื่อโตขึ้นเราก็รู้สึกสดชื่น และ มีชีวิตชีวาเมื่อได้เชื่อมโยงหรือติดต่อ กับผู้อื่นและสังคม

ในช่วงเวลาที่ การสัมผัสอันอบอุ่นอาจนำมาซึ่งโรคร้าย มีผู้แนะนำว่าสามารถบรรเทาอาการโหยหาสัมผัส ได้หลายวิธี เช่น การหัดสัมผัส ตัวเองในจุดที่รู้สึกดี ลองหาสัตว์เลี้ยงมาอยู่ด้วย หรือ แม้กระทั่งอาบน้ำอุ่น

ช่วงที่โควิด-19 รุนแรงจนต้องล็อกดาวน์และทำงานที่บ้าน มีใครรู้สึก ไม่สดชื่น และ คิดถึงการสัมผัสร่างกายมนุษย์ คนอื่นบ้างไหม?

วันนี้เราเลยขอแนะนำให้รู้จักอาการ หรือคำว่า ‘skin hunger’ หรือ ‘touch hunger’ แปลตรงๆ หมายถึง “ความหิวโหย ของผิวหนัง” แต่ใน ความหมาย ที่ลึกซึ้งกว่านั้น คำนี้หมายความว่า “ความรู้สึกโหยหา การสัมผัสผู้อื่น หรือ ความปรารถนาที่ จะเชื่อมต่อกับคนอื่นผ่านสัมผัสทางกายภาพ ไม่ว่าจะ ผ่านการสัมผัส การกอด จับมือ หรืออื่นๆ  

พูดให้ง่ายกว่านั้น มันคือการโหยหา หรือ ความปรารถนาทางชีวภาพ และ จิตวิทยาของเราตามธรรมชาติการ เป็นมนุษย์นั่นเอง

เพราะเป็นมนุษย์ จึงต้องสัมผัส

‘skin hunger’ เป็นที่พูดถึง บ่อยขึ้นในช่วงปี 2020 เพราะนโยบายรักษาระยะห่างทางสังคม และเมื่อต้องล็อกดาวน์ เพราะโรคระบาดทำให้มนุษย์ตัดขาดจากกันและกัน (ในทางกายภาพ) อาการนี้ จึงทวีความเข้มข้นไปอีกขั้นจนเกิดเป็นคำว่า ‘touch deprivation’ หรืออาการโหยหา การสัมผัสอย่างรุนแรง

มนุษย์เรียนรู้ ผ่านการสัมผัสตั้งแต่แรกเกิด เด็กทารกเรียนรู้ที่จะสานสัมพันธ์และรู้สึกปลอดภัยเมื่อได้สัมผัสตัวแม่ เมื่อโตขึ้นเรารู้สึก มีชีวิตชีวาเมื่อได้เชื่อมต่อกับคนอื่นและสังคม การสัมผัสร่างกายมนุษย์ คนอื่นยังเป็นปัจจัย สำคัญที่ทำให้มนุษย์มีสุขภาวะที่ดีเพราะการสัมผัสทำให้สมองของเราหลั่งฮอร์โมนส์ oxytocin หรือสารแห่งความเชื่อใจ ความรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย ซึ่งช่วยคลายความกังวล และ ผ่อนคลายระบบประสาทของเราให้อยู่ในสภาวะปกติ

อาการเช่นนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ ในช่วงยุค 60s เด็กกำพร้าชาวโรมาเนียหลายพันคนถูกพามาพักพิงในบ้านเด็กกำพร้าโดยขาด การติดต่อกับมนุษย์ (human contact) อย่างสิ้นเชิง นักประสาทชีววิทยา Mary Carlson และ จิตแพทย์ได้ไปเยี่ยมเด็กๆ และพบว่าพวกเขามีอาการไม่ออกเสียง ไม่แสดงสีหน้าเพื่อ

บอกความรู้สึก ตัดขาดจากสังคม และมีการเคลื่อนไหวที่ผิดเพี้ยนไป สอดคล้อง กับที่ นักจิตวิทยา Harry Harlow สรุปไว้ว่าลิงวัยทารกนั้นโหยหาความรู้สึ กของ การถูกบำรุงดูแลยิ่งกว่าการได้รับดูแลจริงๆ เสียอีก

ข้อสรุปนี้มาจาก การทดลองของฮาร์โลว์ที่ให้ลูกลิงกำพร้าอยู่กับแม่ลิงปลอมทำจากลวดซึ่งให้นมได้ และ แม่ลิงปลอมทำจากผ้าซึ่งไม่มีอาหาร ผลการทดลองพบว่าลูกลิงวิ่งหาแม่ลิงขดลวดเฉพาะเวลา ต้องการอาหารเท่านั้น ในขณะที่ช่วงเวลาอื่นๆ มันเลือกจะอยู่กับแม่ลิงที่ทำจากผ้าซึ่งนุ่มนิ่ม และ มีสัมผัสคล้ายแม่ลิงจริงๆ มากกว่า

ทั้งนี้ ‘การโหยหา การสัมผัส’ ไม่จำเป็น ต้องเป็นการสัมผัส ที่สื่อถึงความรักและอาจไม่ได้เกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ แต่เป็นการสัมผัสทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น ในบางอาชีพที่การสัมผัสร่างกายคนแปลกหน้า เป็นส่วนสำคัญที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เช่น ช่างแต่งหน้า ช่างตัดผม หมอนวด หรือเทรนเนอร์

อาชีพเหล่านี้กลาย เป็นอาชีพที่ตก ที่นั่งลำบากในช่วงการรักษาระยะห่าง บางคนต้องไปหาช่องทางบริการอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้ เช่น สอนออนไลน์หรือแนะนำผ่านวิดีโอคอล แต่ก็ไม่อาจ ทดแทนประสบการณ์ผ่านการสัมผัส ทางกายภาพได้

ในวันที่เราต้องรักษาระยะห่าง เราจึงหิวโหยความใกล้ชิดผูกพัน

เมื่อเกิดโควิด-19 อันมาพร้อม กับ ข้อปฏิบัติที่ ทำให้เราต้องรักษาระยะห่างระหว่างกัน ต้องกักตัวเองเพื่อดูอาการ ระมัดระวัง การข้ามเขตแดน ทั้งหมดเป็นไปเพื่อลดความเสี่ยงโดยเราต้องหักห้ามใจจากความเป็นมนุษย์ที่อยากสัมผัส–ใกล้ชิด–เชื่อมต่อกัน

เราได้อ่านเรื่องราวจำนวนมาก ของ ผู้คนที่ต้อง กล่าวลาคนในครอบครัวที่กำลังจะจากไปโดยมีข้อแม้ว่าห้ามสัมผัสร่างกาย เมื่อคนที่ เรารักกำลัง จะตายตรงหน้าแต่กลับเข้าไปกอดไม่ได้โรคนี้จึงร้ายกาจกับเราทุกคนเพราะได้ พรากเอาสัมผัสอุ่นที่ช่วยให้จิตใจแข็งแรงไป เราไม่สามารถกอดใครได้สนิทใจไป อีกสักพัก จนกว่าจะอยู่ในภาวะที่วางใจได้

บุคลากรทางการแพทย์ซึ่ง อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสให้ได้มากที่สุดเพื่อความปลอดภัยของทั้งหมอ และ คนไข้ แต่นั่นกลับทำให้งานของ หมอบางคนยากขึ้น เพราะหลายครั้ง ‘การสัมผัส’ ส่งผลทางใจต่อคนไข้ เช่น มีรายงานว่า เมื่อต้องดูแลคนไข้อีโบลาซึ่งห้ามสัมผัสคนไข้เด็ดขาด การรักษาพยาบาลก็ เป็นไปด้วยความยากลำบากเพราะการสัมผัสช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกไว้ใจและปลอดภัย

ในเวลาเช่นนี้ ลำพังแค่ต้อง ติดตามข่าวมหาศาล ฟังยอด ตัวเลขผู้ติดเชื้อ ส่องมองดูการจัดการของรัฐอย่างคับแค้นใจ หรือเผชิญกับ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจก็พาลให้เครียดมากอยู่แล้ว

หากต้องล็อกดาวน์อยู่คนเดียว กับ ข่าวสาร มากมายอาจยิ่งทำให้สุขภาพจิตย่ำแย่ไปกว่าเดิม การรักษาระยะห่าง ทางสังคมจึงกลาย เป็นฝันร้ายของมนุษยชาติ ไม่ใช่แค่ในเชิงเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบ ในวงกว้างทั้งด้านจิตใจ และ อารมณ์ในช่วงที่เราต้องการ ‘คนอื่น’ มากที่สุด

แม้การใกล้ชิดคนที่เรารัก รู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ ความรู้สึกของผิวสัมผัสนุ่มเนียน ขนแขนสากๆ และอุณหภูมิร่างกายอุ่นๆ อาจหาอะไรมาทดแทนได้ยาก แต่เรายังเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ต้องร่วมกันรับผิดชอบ หากการตัดสินใจของเราทำให้มีใครต้องป่วยหรือตายก็คงรู้สึกผิดในใจไปอีกนาน

มีคนแนะนำวิธีแก้ปัญหา ความรู้สึกเดียวดาย หรือ ตึงเครียดจากการไร้สัมผัสหลายทาง เผื่อใคร อยากลองพิจารณาแก้ขัดไปก่อน เช่น

  • เป็นโอกาสดีที่ เราจะเรียนรู้ที่จะสัมผัสตัวเอง ลอง สัมผัสร่างกายของเราว่ารู้สึกดีตรงส่วนไหน สำรวจดินแดน ร่างกายของเราว่าโดนสัมผัสตรงส่วนไหนแล้วรู้สึกดี
  • อาบน้ำอุ่น หรือลองหา ของที่มีผิวสัมผัสน่าพึงใจ เช่น ผ้าห่มที่อุ่นสบาย หมอนที่นุ่มกำลังดี
  • ลองนวดส่วนต่างๆ ในร่างกายด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า มือ หรือเท้า
  • ลองหาสัตว์เลี้ยงมาอยู่ด้วย อุปถัมภ์สัตว์ไร้บ้าน แต่เราก็ต้องมั่นใจก่อนว่าพร้อมดูแลเขาในระยะยาวไม่ใช่เพราะเหงาชั่วคราว
  • สร้างบับเบิลเพื่อน ครอบครัว หรือคนใกล้ตัวจำนวนจำกัด เป็นคนที่เราไว้ใจว่าปลอดภัยเพื่อพบปะกันได้บ้าง และ จดบันทึกการพบเจอไว้ด้วย เผื่อต้องย้อนหลังกลับมาตรวจสอบหากคนใกล้ตัวเหล่านี้ติดเชื้อ
  • ในบางประเทศ หาก อยากกอดกับ คนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง อาจต้องมีแผ่นพลาสติกกั้นไว้เพื่อความปลอดภัย

เมื่อได้รู้จักกับคำว่า skin hunger หวังว่าคำคำนี้จะช่วยอธิบายว่ามันคือความรู้สึกที่เรามีร่วมกัน ไม่เป็นไรที่ เราจะไม่ชิน กับการไม่ได้พบเจอและไม่ได้สัมผัสมนุษย์คนอื่น ไม่ผิดที่เราจะคิดถึงสัมผัสทางกายภาพที่ไม่มีอะไรมาแทนได้อย่างหมดจด

ความรู้สึกโหยหา การสัมผัสนี้ไม่ได้จำกัดเลยว่าเราจะ เป็นคนเก็บตัว หรือ ชอบเข้าสังคม แค่เพราะเป็นมนุษย์ เราจึงอยากสัมผัสใกล้ชิดกันและกันในช่วงเวลาอันไม่แน่นอนและเต็มไปด้วยเรื่องน่าวิตกกังวลมากมายเหลือเกิน

สุดท้าย เราก็คงได้แต่รอวันที่มนุษย์ทุกคนจะเข้าถึงวัคซีนอย่างทั่วถึง รอวันที่พวกเราจะได้กลับมาสบายใจอีกครั้ง ไม่ต้องวิตกกังวลที่จะสวมกอดกัน

บทความอื่นๆ มาดูรามยอน ในชีวิตของคนเกาหลี