บทความ » Tenet เอาไม่อยู่ Mulan สู้ไม่ได้ และการดิ้นรนใน ไตรมาสสุดท้ายของโลกภาพยนตร์

Tenet เอาไม่อยู่ Mulan สู้ไม่ได้ และการดิ้นรนใน ไตรมาสสุดท้ายของโลกภาพยนตร์

5 ตุลาคม 2020
132   0

Tenet เอาไม่อยู่ Mulan สู้ไม่ได้ และการดิ้นรนใน ไตรมาสสุดท้ายของโลกภาพยนตร์

Tenet เอาไม่อยู่ Mulan สู้ไม่ได้ และการดิ้นรนใน ไตรมาสสุดท้ายของโลกภาพยนตร์ สองภาพยนตร์แห่งความหวัง ของ วงการภาพยนตร์โลกอย่าง Tenet และ Mulan ไม่ได้มอบความหวังให้กับ วงการภาพยนตร์ได้ สักเท่าไร รายได้ของ Tenet ไม่ได้ย่ำแย่

แต่เรียกว่าไม่ได้เข้าเป้าอย่างที่ สตูดิโอวอร์เนอร์หวังไว้ จนกระทั่ง ทางสตูดิโอเองในช่วงหลังๆ ก็ไม่กล้าเปิดเผยรายได้ ออกมาอย่างชัดเจน (คงน้อยมาก) และยังไม่ทีท่าว่าหนังจะสามารถคืนทุนสร้างให้ กับ ทางสตูดิโอได้

ในขณะเดียวกันทาง Mulan ที่เริ่มแผนการปล่อยหนังสองทางคือ ทางโรงภาพยนตร์ปกติและช่องทาง Premium VOD ในช่อง Disney+ แบบพร้อมๆ กัน แต่ ภาพรวมที่ออกมาก็ไม่ได้ฟู่ฟ่าอย่างที่หลายคนจับตา

ในฟากฝั่งโรงภาพยนตร์ปกตินั้น ตัวหนัง ก็มี ปัญหาต่างๆ มากมาย เช่น ทั้งหลากหลายประเทศที่แบนเรื่องนี้ด้วยเหตุผลทางการเมือง ระหว่างจีน และ ฮ่องกง ส่วนทางฝั่ง Disney+ ก็ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขยอดซื้อใดๆ ออกมาเช่นกัน มีแต่ การคาดการณ์กัน ว่ามัน ทำเงินให้ Disney+ ไปเพียงเล็กน้อย และไม่ได้เพิ่ม Subscriber ใหม่ๆ ให้กับ ตัว Disney+ สักเท่าไร

เอาเป็น ว่ารวมๆ ง่ายๆ หนังทั้งสองเรื่องเหมือนเป็นหน่วย (ที่ยอม) กล้าตายเพื่อบอกวงการว่าพวกเขา ยังชนะโควิด-19 ไม่ได้ และผลลัพธ์ของหนังสองเรื่องนี้ส่งผลให้หนังหลายเรื่องที่เตรียมจะ ลงสนามตอนปลายปีนั้นปิดกระเป๋าเก็บของหนีไปปีหน้าเลย

นี่อาจจะเป็นปีแรกของ Marvel ที่ ไม่มีหนังฉายโรง เพราะ Black Widow ก็ถูกเลื่อนออกไปเรียบร้อย หนังที่ยังคงยืนหยัดสู้ ก็เหลือเพียง No Time to DieDune และ Wonder Woman 1984 แต่ก็นั่นแหละ ครับ

ในเวลาหลังจากที่บทความนี้ออกไป เราก็ไม่รู้ว่าเราจะยังเหลืออยู่กี่เรื่องจริงๆ เมื่อถึงวั นฉาย (เสริม: หลังจากเขียนบทความนี้เสร็จ หนังเรื่อง No Time to Die ก็ประกาศหนีไปฉายปีหน้าเรียบร้อย เท่ากับ ว่าตอนนี้เกือบ จะไม่เหลือ หนังฟอร์มยักษ์แถวท้ายปีแล้ว)

Tenet เอาไม่อยู่ Mulan สู้ไม่ได้ และการดิ้นรนในไตรมาสสุดท้ายของโลกภาพยนตร์

Kajillionaire (2020) กำกับโดย มิแรนดา จูลาย 

กลุ่มที่ยังสู้อยู่จริงๆ อาจจะ เป็นแก๊งหนังขนาดกลางและหนังขนาดเล็ก อาจจะเป็นเพราะสภาวะปกติ แบบ ไม่มีโควิด-19 รายได้ของพวกเขาก็อาจจะไม่ได้เยอะไปกว่านี้เท่าไร พวกเขาเลยยอมสู้ๆ ฉายไป แต่แผนการจัดจำหน่ายอาจจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย เพราะหนังเล็กๆ อย่าง Kajillionaire ผลงาน ใหม่ล่าสุด

ของ มิแรนดา จูลายก็มีการวางแผนฉายในจำนวนโรงภาพยนตร์ มากกว่า 500 โรง (ซึ่งปกติหนังของเธอจะได้เพียงแค่ 100 โรง) ว่าง่ายๆ คือผู้จัดจำหน่ายหนังไม่ ยอมเล่น เกมเล็กอีกต่อไป พวกเขาตัดสินใจเสี่ยงโปรยระเบิดไปตามจุดต่างๆ ของ ประเทศไปเลย เพื่อให้หนังเข้าถึงคนได้มากที่สุด

และหวังว่าคนจำนวนมากเหล่านั้น อาจจะ สร้างกระแสบางอย่างได้ ต่อให้เป็นหนังเล็กๆ ถ้าเราแค่งุบๆ งิบๆ ฉายไปในเวลานี้ อาจจะตายคาที่แน่นอน แต่ ถ้ายอม ฉายเยอะก็อาจจะมีเปอร์เซ็นต์รอดได้บ้าง

ซึ่งสุดท้ายรายได้ของ Kajillionaire ก็ถือว่าทำไปได้น้อยอยู่ดี สรุปว่าแผนการโปรยระเบิดเพื่อสร้างกระแสก็ไม่สำเร็จเช่นกัน ดังนั้นอีก 2 เดือนข้างหน้าเราก็ต้องมาดูว่าหนังที่ยังยืนหยัดฉายจะเป็นอย่างไร

พวกเราคงไม่ได้มองหาผู้ปลดปล่อยวงการอีกแล้ว แต่เราอาจจะมองเป็นเหมือนการทดลองอีกครั้งของฮอลลีวูดเพื่อเรียนรู้ทิศทางของคนดูหนังในยุคโควิด-19 นี้และครีเอตหาแผนการใหม่ๆ ในการที่จะทำให้หนังเรื่องหนึ่งรอดชีวิตได้ในโมงยามนี้

หันมามองบรรดาประเทศอื่นๆ ที่พอจะควบคุมสถานกาณ์โควิด-19 ได้นั้น กลับมีตัวเลขที่ค่อนข้างโอเคและสวยงาม Mulan ในประเทศไทยนั้นยังครองอันดับหนังทำเงินสูงสุดหลังจากหมดล็อกดาวน์ด้วยตัวเลขรวมประมาณ 60 ล้านบาท

(ถ้าภาวะปกติ หนังก็มีสิทธิ์ได้ร้อยล้านเหมือนกัน แต่ถ้าได้ 80 ล้านบาทในภาวะนี้ก็ถือว่าดีงามแล้ว) ในขณะที่เมืองจีนนั้น ตัวหนังจีนที่เข้าฉายช่วงหยุดยาววันชาติ หนังแอนิเมชันภาคต่ออย่าง Jiang Ziya: Legend of Deification 

ก็ทำรายได้ถล่มทลาย 2 วันเกือบ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐกันไปเลย เฉพาะรายได้วันแรกวันเดียวเกือบเท่ากับ Tenet ทั้งโปรแกรมที่ฉายในจีน

Tenet เอาไม่อยู่ Mulan สู้ไม่ได้ และการดิ้นรนในไตรมาสสุดท้ายของโลกภาพยนตร์

Jiang Ziya: Legend of Deification (2020) กำกับโดย Teng Cheng, Li Wei   

ทั้งหมดเหล่านี้น่าจะส่งผลกระทบต่อการสร้างหนังในปีนี้ของสตูดิโออย่างมากมาย แผนการสร้างหนังแบบทุ่มทุน 100-200 ล้านดอลลาร์สหรัฐน่าจะสร้างความกังวลไม่น้อย แผนการทำให้หนังฟอร์มใหญ่สุดๆ เพื่อแก้ปัญหาคนไม่ยอมมาดูหนังที่โรงภาพยนตร์อาจจะเริ่มเป็นอะไรที่ต้องตั้งคำถามว่า ทำไปแล้วจะคุ้มไหม

เพราะยิ่งหนังทุ่มทุนหนักเท่าไรยิ่งต้องถอนทุนคืนให้ได้มากเท่านั้น นั่นแปลว่าหนังจำเป็นต้องฉายให้ประสบความสำเร็จแบบทั่วโลก ซึ่งถ้ามันเป็นภาวะปกติ ตลาดทั่วโลกทุกประเทศพร้อม มันก็น่าเวิร์กและพอคืนทุนกันได้ไม่ยาก

(แน่นอนว่าฟอร์มหนังแบบ No Time to Die ย่อมเรียกคนดูได้เร็วกว่า Kajillionaire) แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าโจทย์ใหม่สำหรับผู้สร้างไม่ใช่การที่คนไม่อยากไปโรงภาพยนตร์เพราะติดดูหนังอยู่บ้านผ่านสตรีมมิง

แต่คือการที่มันไม่มีโรงภาพยนตร์ให้ดูไปเลย รวมถึงสิ่งแวดล้อมของโรงภาพยนตร์ไม่ได้เอื้ออำนวยให้การดูหนังที่โรงสะดวกสบายอีกต่อไป การไปดูหนังหนึ่งครั้งมีความเป็นพิธีกรรมที่ต้องเตรียมตัวมากขึ้นเหมือนไปดูละครเวทีหรือบรอดเวย์

การเดินหน้าผลิตหนังฟอร์มใหญ่จึงเริ่มเปิดโมเดลใหม่ๆ มากขึ้น ถ้าให้ว่ากันง่ายๆ คือ เนื่องจากสตูดิโอเริ่มไม่มีเงินลงทุน พวกเขาจึงเริ่มต้องหาพาร์ตเนอร์มาร่วมหุ้นในการผลิตหนัง และต้องทำใจที่จะร่วมแบ่งส่วนแบ่งกำไรให้กับคนอื่นๆ มากขึ้น เพราะไม่อย่างนั้นโปรเจกต์ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย

เช่น ค่าย Paramount เปิดดีล 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐไปกับโปรดิวเซอร์คนนอกบริษัท ซึ่งดีลนี้จะเป็นแพ็กเกจไปลงทุนหลายโปรเจกต์ที่กำลังวางแผนสร้าง ยกตัวอย่าง Top Gun และ Mission Impossible ภาคใหม่ของ ทอม ครูซ ว่าง่ายๆ คือแพ็กรวมขายหลายๆ เรื่องไปเลย ได้เงินก้อนมาทีเดียว สิ่งเหล่านี้ปกติแล้วไม่ค่อยเกิดขึ้นในการสร้างหนัง เพราะทุกที่ก็ไม่ได้อยากจะแบ่งผลประโยชน์ให้ใครหลายๆ คน

และการแบ่งกำไรให้ผู้ลงทุนเหล่านี้ เปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่งที่ต้องให้จะเยอะมาก เยอะกว่าการไปกู้ธนาคารมาสร้าง (มีคนกล่าวว่าบริษัทอย่าง Disney ไม่เคยให้คนนอกมาร่วมแชร์อะไรแบบนี้หลายสิบปีแล้ว) แต่เนื่องจากโควิด-19 ทำให้สตูดิโอหนังขาดรายได้ รวมถึงค่าโปรดักชันในช่วงโรคระบาดนี้ก็ถือว่าถีบตัวสูงขึ้นไปหลายเท่า

เพราะต้องมีมาตรการป้องกันความปลอดภัยมากขึ้น เสียค่าทำประกันต่างๆ ให้ทีมงานมากขึ้น คนที่ตกที่นั่งลำบากมากกว่าเพื่อนก็อาจจะเป็นคนทำหนังอิสระที่จะไม่สามารถไปกู้ธนาคารมาทำหนังให้เกิดขึ้น

เพราะธนาคารก็ไม่อยากเสี่ยงกับการปล่อยกู้ไปทำหนังในเวลานี้ หรือถ้าผู้สร้างไม่ทำประกันสำหรับการถ่ายหนังช่วงโควิด-19 (ซึ่งมีราคาสูงเพราะการถ่ายทำมีสิทธิ์โดนปิดเมื่อไรก็ได้) ธนาคารก็ไม่ให้กู้อยู่ดี

ชั่วโมงนี้จึงเป็นเวลาที่ท้าทายที่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวูด ไม่มีอะไรยากไปกว่านี้แล้วทั้งฝั่งคนทำและฝั่งผู้จัดจำหน่าย แม้ใกล้จะถึงท้ายปี สัญญาณแห่งความหวังก็ดูจะยังไม่มา

จนตอนนี้บรรดาผู้กำกับต้องช่วยกันยื่นจดหมายไปหารัฐบาลให้ช่วยลงมาจัดการอะไรสักอย่าง เพราะอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของอเมริกานั้นเป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่และสร้างเงินสร้างงานให้กับผู้คนมากมายหลายชีวิต

บทความอื่นๆ กรมสุขภาพจิตแนะ ผู้ปกครองสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้บุตรหลาน