บทความ » Tiger (2021) ชีวิตล้มแล้วลุกของพญาเสือลำบาก

Tiger (2021) ชีวิตล้มแล้วลุกของพญาเสือลำบาก

7 กุมภาพันธ์ 2021
491   0

Tiger (2021) ชีวิตล้มแล้วลุกของพญาเสือลำบาก

มองในแง่ตัวบุคคล ความเหมือนกันมากๆ ระหว่าง Tiger วูดส์ กับไมเคิล จอร์แดน (ที่เพิ่งมีหนังสารคดีชีวประวัติ The Last Dance เผยแพร่ทาง Netflix) เราสามารถสรุปได้อย่างย่นย่อว่าทั้งสองไม่ได้เพียงแค่ ‘เป็นเลิศ’ ในกีฬาที่ พวกเขาเก่งกล้าสามารถ ทว่าผลสำเร็จในงานอาชีพของไทเกอร์ และ ไมเคิลยังเรียกเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากความมหัศจรรย์ 

แต่ควบคู่ไปกับการสำแดงให้ผู้ชมได้เห็นฝีไม้ลายมือระดับสมมติเทพของทั้งสองคน คือการที่หนังสารคดีทั้งสองเรื่องย้ำเตือนให้ผู้ชมได้ ตระหนัก ว่านอกจากพวกเขาไม่ใช่เทวดา แต่ยังเป็นปุถุชนที่มาพร้อมกับความบกพร่องนานัปการ ซึ่ง ‘ความไม่เพอร์เฟกต์’ ก็กลายเป็นราคาที่ทั้งสองคน โดยเฉพาะไทเกอร์ที่ต้องชดใช้ด้วยมูลค่าอันมหาศาล

ความโชคดีอย่างวายร้าย ของคนทำหนัง และอาจเรียกได้ว่าเป็นความเมตตาปรานีของพระเจ้าเบื้องบน (ถ้าหากพระองค์มีจริง) ได้แก่การที่เรื่องราวของไทเกอร์มีสิ่งที่เรียกว่า ‘องก์สาม’ อันเหลือเชื่อ และ มันเกี่ยวข้อง กับการพลิกฟื้นจากชีวิตที่เหมือนเข้ารกเข้าพง การหวนคืนสังเวียนอย่างผู้ชนะ และการได้กลับมาผงาดอย่างพญาเสืออีกครั้ง

Tiger (2021) ชีวิตล้มแล้วลุกของพญาเสือลำบาก ในทำนองเดียวกับหนังสารคดีชีวประวัติของ ไมเคิล จอร์แดน เรื่อง The Last Dance ซึ่งเผยแพร่ทาง Netflix เมื่อปีกลาย หนังสารคดีชีวประวัติของ ไทเกอร์ วูดส์ เรื่อง Tiger ก็ ‘ดูเหมือน’ จะบอกเล่าเนื้อหาที่ละม้ายคล้ายคลึง และผู้ชมบ้านเราดูได้ทางช่อง HBO

มองในแง่ตัวบุคคล ความเหมือนกันมากๆ ระหว่างไทเกอร์กับไมเคิลสามารถสรุปได้อย่างย่นย่อว่าทั้งสองไม่ได้เพียงแค่ ‘เป็นเลิศ’ ในกีฬาที่พวกเขาเก่งกล้าสามารถ ทว่าผลสำเร็จในงานอาชีพของทั้งสองยังเรียกเป็น อย่างอื่นไม่ได้นอกจากความมหัศจรรย์ และสามารถพูดได้อย่างไม่ต้องอ้ำอึ้งว่าพวกเขาสร้าง ปรากฏการณ์ใ นระดับที่อาจจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้วในช่วงชีวิตของพวกเรา

อย่างไรก็ตาม ควบคู่ไปกับการสำแดง ให้ผู้ชมได้เห็นฝีไม้ลายมือระดับสมมติเทพของทั้งสองคน ก็คือการที่หนังสารคดีทั้งสองเรื่อง ย้ำเตือนให้ผู้ชมได้ตระหนักว่านอกจากพวกเขาไม่ใช่เทวดา ยังเป็นปุถุชนที่มาพร้อม กับ ความบกพร่องนานัปการ ซึ่งหากมองในแง่มุมหนึ่ง เงื่อนไขปัจจัยดังกล่าวก็ยิ่ง

ทำให้ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ แล ะการทำลายสถิติเป็นว่าเล่นของพวกเขาเป็นเรื่องที่แฟนๆ ต้องสแตนดิ้งโอเวชันยาวนาน แต่ในทางกลับกัน ‘ความไม่เพอร์เฟกต์’ ของพวกเขาก็กลายเป็นราคาที่ทั้งสองคน โดยเฉพาะไทเกอร์ที่ต้องชดใช้ด้วยมูลค่าอันมหาศาลทีเดียว

หนังสารคดีเรื่อง Tiger ของ แมทธิว ฮามาเชก และแมทธิว ไฮนีแมน แบ่งเนื้อหาการบอกเล่าออกเป็นสองตอน เฉลี่ยตอนหนึ่งยาว ประมาณชั่วโมงครึ่ง และในขณะที่ครึ่งแรกบอกเล่าเรื่องการไต่เต้าและความรุ่งโรจน์ ตลอดจน เงื้อมเงาของ ความยุ่งยากที่ค่อยๆ ก่อรูปขึ้นมา ครึ่งหลังก็เป็นช่วงร่วงหล่นจากบัลลังก์อัน เป็นผลพวงเรื่อง อื้อฉาวส่วนตัว ไปจนถึงปัญหาอาการบาดเจ็บเรื้อรัง ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายคน น่าจะรับรู้โดยทั่วไป

ส่วนที่อาจนับเป็นข้อด้อยของหนังสารคดีเรื่องนี้ได้แก่การที่ผู้สร้างไม่สามารถโน้มน้าวให้เจ้าของเรื่องอย่างตัวของไทเกอร์เอง หรือ คนในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณกุลธิดา วูดส์ มาร่วมให้ความเห็นต่อสิ่งละอันพันละน้อยที่หนังบอกเล่า และข้อมูลในเชิงความคิดเห็นของไทเกอร์ล้วนมาจากฟุตเทจเก่าในต่างกรรมต่างวาระ อันส่งผลให้ระยะห่างระหว่างตัวหนังกับซับเจกต์เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่มองในมุมกลับกัน นั่นก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ในแง่ที่ตัวหนังสารคดีเรื่องนี้ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อโปรโมตภาพลักษณ์ของไทเกอร์ (แบบที่ The Last Dance ถูกครหาว่ามีอิทธิพลของ ไมเคิล จอร์แดน แผ่ปกคลุมไพศาล)

และ ส่วนหนึ่งของเนื้อหาเป็นการพาผู้ชมไปสำรวจหรือขุดคุ้ยเรื่องไม่ดีไม่งาม ซึ่งหากจะพูดอย่างให้ความเป็นธรรม หนังของฮามาเชกและไฮนีแมนก็ไม่ได้สนุกสนานกับการใส่สีตีไข่อย่างหน้ามืดตามัว และฉวยประโยชน์จากเรื่องหวือหวาในแบบของสื่อแท็บลอยด์

และส่วนที่สนับสนุน และ ส่งเสริมให้หนังสารคดีเรื่องนี้น่าติดตามมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ตรงที่เอาเข้าจริงๆ แล้วมันไม่ได้ บอกเล่าแต่เฉพาะชีวประวัติของไทเกอร์ แต่กลับเปิดเผยให้ผู้ชมได้มองเห็นสิ่งที่เรียกว่า ระบบนิเวศของทั้งวงการกอล์ฟซึ่งคนผิวขาวครอบงำและมีอิทธิพลมาอย่างยาวนาน วงการ สื่อสารมวลชน และโดยเฉพาะบรรดาปาปารัซซี

ซึ่งอยู่ในสภาพที่ไม่แตกต่างจากไฮยีนาที่ พร้อมจะรุมเหยื่อเคราะห์ร้ายด้วยวิธีอันสกปรกหรือแม้กระทั่งลอบกัดอย่างน่าเวทนา ไป จนถึง สังคมอเมริกัน ที่ว่าไปแล้วก็มี ส่วนสร้างนักกอล์ฟบันลือโลกอย่างไทเกอร์ขึ้นมา ทว่า ในขณะเดียวกันก็ไม่รั้งรอที่จะร่วมบดขยี้ให้แหลกลาญในห้วงเวลาที่เจ้าตัวเสวยสุขจาก ความสำเร็จของตัวเองมากเกินไป

อย่างไรก็ตาม ปมเรื่องที่สำคัญมากๆ ของสารคดีเรื่องนี้ได้แก่การพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทเกอร์กับ เอิร์ล วูดส์ ผู้เป็นพ่อ ซึ่งไม่มีข้อโต้แย้งว่าเขามีส่วนอย่างยิ่งยวดในการฟูมฟักให้ไทเกอร์เป็นพญาเสือแห่งวงการกอล์ฟ และ ใครคนหนึ่งเปรียบความแนบแน่นของสองพ่อลูกได้เป็นรูปธรรมมากๆ

นั่นก็คือดอกเตอร์แฟรงค์เกนสไตน์กับมอนสเตอร์ของเขา หรืออีกนัยหนึ่ง ผีดิบที่เขาสร้างขึ้นมากับมือ มองมุมบวก ความเยือกเย็น ของ ไทเกอร์ในสนามแข่งขันเป็นผลพวงมาจากการเคี่ยวกรำของเอิร์ล ผู้ซึ่ง ในความเป็นอดีตทหารผ่านศึกจากสงครามเวียดนาม การเล่นสงครามประสาทระหว่างฝึกซ้อม ก็เพื่อให้หนุ่มน้อยพรักพร้อมสำหรับความกดดันในระดับสุดแสนจะทานทน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง เอิร์ลก็ไม่ได้เป็นแบบอย่างที่น่าลอกเลียนทุกกระเบียดนิ้ว และเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่ใครจะแอบเชื่อมโยงว่าการมีชีวิตมัวเมาทางเพศของไทเกอร์กับผู้หญิงนับไม่ถ้วนในช่วงหลังจากความสำเร็จ และ ชื่อเสียงถาโถมเข้ามา เกี่ยวข้องกับการได้เห็นความเสเพลและสำส่อนของเอิร์ลอย่าง ชนิดตำ ตาตำใจตั้งแต่ยังเล็กๆ

แต่ก็อีกนั่นแหละ มันไม่ได้แปลว่าไทเกอร์จะสามารถลอยตัว จากความผิดบาปทั้งปวง เพราะสุดท้ายสำนึกผิดชอบชั่วดีก็ยังคงเป็น ของตัวเขาอยู่นั่นเอง และถ้าหากจะมีสักหนึ่งหรือสองบทเรียนที่เจ้าตัวน่าจะเรียนรู้ได้ ความเป็น อภิสิทธิ์ชน และ คนมีชื่อเสียงของเขาไม่ได้ช่วยให้สามารถเอาตัวรอดจากเรื่องยุ่งยากที่เขาก่อขึ้นเสมอไป

ว่าไปแล้ว เรื่องของเหล่าเซเลบที่ติดกับ ดักชื่อเสียง ความโง่เขลา และความดันทุรังในการสร้างภาพลักษณ์ของตัวเองก็ ไม่ได้เป็นของแปลกใหม่แต่อย่างใด หนังสารคดีนับไม่ถ้วนล้วนพูดถึงประเด็นเหล่านี้ และการที่หนึ่งในผู้ให้สัมภาษณ์พยายามแก้ต่างให้ทำนองว่า สำหรับไทเกอร์แล้ว เซ็กซ์ก็เหมือนยาเสพติด

ในแง่ที่มันถูกใช้เป็นหนทางของการเยียวยาความเจ็บปวดทั้งทางร่างกายและจิตใจ ก็นับ เป็นความเมตตาของคนทำหนังที่พยายามชี้ชวนให้ผู้ชมได้มองเห็นว่าจนแล้วจนรอดตัว ไทเกอร์ก็ตกเป็นเหยื่อเหมือนกัน แต่ในอีกมุมมองหนึ่ง ผลพวงที่น่าสลดหดหู่หรือแม้กระทั่ง น่าเกลียดน่าชังจากเรื่องบัดสีของไทเกอร์อย่างที่ได้เกริ่นไว้ข้างต้น

พูดง่ายๆ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่เพียงนำพาให้บรรดาสื่อสารมวลชนรายงานเรื่องอื้อฉาวนี้อย่างอึกทึกครึกโครม (ซึ่งก็เป็นปกติธรรมดา) ทว่าที่หนักหนาสาหัสกว่านั้นคือการที่มันบานปลายกลายเป็นมหกรรมรุมถล่มไทเกอร์ อย่าง สนุกสนานเมามัน เหมือนใครต่อใครล้วนรู้สึกว่าพวกเขาต้องไม่ตกรถไฟขบวนนี้ นีล โบลเตอร์

อดีตบรรณาธิการนิตยสารขายข่าวคาวคนดัง National Enquirer ผู้ซึ่งเป็นคน จุดประกายเรื่องน่าอับอายขายหน้านี้บอกทำนองว่า ทุกคนดูเหมือนยินดีปรีดาที่ได้เห็นความล้มเหลว ของ ไทเกอร์ และสิ่งที่เกิดขึ้นเป็น ‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์ครั้งมโหฬาร’ ของสังคมอเมริกัน

แต่ไซด์เอฟเฟกต์จากเรื่องวายป่วงของไทเกอร์ตามที่หนังสารคดีเรื่องนี้บอกเล่าไม่ได้ยุติเพียงแค่นั้น หากมันยังส่องสะท้อนให้เห็นปัญหาการเหยียดผิวในสังคมอเมริกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือในวงการกอล์ฟ

เหตุการณ์ที่ประธานจัดการแข่งขันเดอะมาสเตอร์ส ซึ่งเป็นหนึ่งในทัวร์นาเมนต์แกรนด์สแลม ออกแถลงการณ์ตำหนิพฤติกรรม ส่วนตัว ของไทเกอร์ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแข่งขันแม้แต่น้อย กระทั่งใช้ถ้อยคำใน ลักษณะเทศนาสั่งสอน อาจสรุปสั้นๆ ได้ว่าเป็นความ ‘เสือ_ไม่เข้าเรื่อง’ และไม่ใช่ธุระกงการของเจ้า

ของ ทัวร์นาเมนต์แม้แต่นิดเดียว (และพูดอย่างแฟร์ๆ ตัวไทเกอร์เองก็ออกมากล่าวคำขอโทษตั้งแต่ก่อนหน้านั้ นนานแล้ว) และก็เป็นอย่างที่ใครบางคนตั้งข้อสังเกต สมมติเหตุการณ์คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นกับนักกอล์ฟผิวขาว น่าสงสัยว่าฝ่ายจัดการแข่งขันจะออกมาพูดจาห่วยแตกแบบนี้หรือไม่

แต่ก็อีกนั่นแหละ เรื่องคาวโลกีย์ของไทเกอร์ก็ยังไม่ใช่จุดที่ตกต่ำที่สุดในชีวิตของเขาเพียงหนึ่งเดียว

อาจกล่าวได้ว่าหนังสารคดี เรื่อง Tiger คงจะไม่ถูกสร้างออกมาเลยตั้งแต่ต้น ถ้าหากชีวิตของไทเกอร์จมหายไปพร้อมกับ เรื่องแย่ๆ และค่อยๆ พร่าเลือนไปจากการรับรู้ของสาธารณชน หรืออย่างมากมันก็คงจะเป็น หนังที่สร้างเพื่อให้ใครๆ ได้รำลึกความหลังซึ่งผ่านพ้นและไม่หวนคืน

ความโชคดีอย่างวายร้ายของคนทำหนัง และอาจเรียกได้ว่าเป็นความเมตตาปรานีของพระเจ้าเบื้องบน (ถ้าหากพระองค์มีจริง) ได้แก่การที่เรื่องราวของไทเกอร์มีสิ่งที่เรียกว่า ‘องก์สาม’ อันเหลือเชื่อ และมันเกี่ยวข้องกับ การพลิกฟื้นจากชีวิตที่เหมือนเข้ารกเข้าพง การหวนคืนสังเวียนอย่าง ผู้ชนะ และการได้กลับมาผงาดอย่างพญาเสืออีกครั้ง แล ะบทบาทหน้าที่ของเนื้อหาส่วนนี้ไม่ได้เพียงแค่ทำให้เส้นกราฟ ในทางอารมณ์ซึ่งกำลังดำดิ่งลงสู่หุบเหวกลับผงกหัวและพุ่งขึ้นไปสู่จุดสูงสุดอีกรอบ

ทว่ามันยังเปิด โอกาสให้คนทำหนังเก็บเกี่ยวดอกผลจากประเด็นความสัมพันธ์ ระหว่าง พ่อลูกที่หนังหว่านเ อาไว้ตั้งแต่ต้นอย่างซาบซึ้งตรึงใจ อีกทั้งผู้สร้างยังเน้นย้ำอีกด้วยว่า จนแล้วจนรอด ‘มอนสเตอร์’ ของดอกเตอร์แฟรงค์เกนสไตน์ก็ไม่ได้เป็นแค่ผีดิบ ทว่ามีเลือดเนื้อและความมีชีวิตชีวา

บทความอื่นๆ เหตุใดการลดค่าธรรมเนียม FIDF